ชลประทานเดินหน้า “อ่างเก็บน้ำห้วยยาง–ห้วยน้ำยา” แก้ภัยแล้งเพชรบูรณ์ เปิดเวทีสื่อ–ชุมชนร่วมตรวจสอบ
กรมชลประทานเร่งศึกษาความเหมาะสมโครงการอ่างเก็บน้ำ “ห้วยยาง–ห้วยน้ำยา” หวังยกระดับความมั่นคงด้านน้ำ แก้ปัญหาภัยแล้งซ้ำซากในพื้นที่เกษตรสำคัญของประเทศ พร้อมเปิดเวทีสื่อมวลชนสัญจร สร้างความเข้าใจและรับฟังเสียงประชาชน ท่ามกลางข้อจับตาเรื่องผลกระทบและความคุ้มค่าโครงการ
เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 กรมชลประทาน โดยสำนักบริหารโครงการ จัดกิจกรรมสื่อมวลชนสัญจร ภายใต้หัวข้อ “การพัฒนาแหล่งน้ำจังหวัดเพชรบูรณ์ เสริมศักยภาพเกษตรกรรมและการบริหารจัดการน้ำในอนาคต” เพื่อชี้แจงความคืบหน้าโครงการศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ของอ่างเก็บน้ำห้วยยาง และอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำยา
สาระสำคัญของโครงการ มุ่งแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้งที่ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรและคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งแม้จะเป็นแหล่งผลิตทางการเกษตรสำคัญ แต่ยังเผชิญปัญหาน้ำไม่เพียงพออย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ยังตั้งเป้าบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ท้ายเขื่อน และเพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบในระยะยาว
กรมชลประทานระบุว่า การศึกษาครอบคลุมทั้งด้านวิศวกรรม ทรัพยากรน้ำ สิ่งแวดล้อม และสังคม เพื่อให้การพัฒนาโครงการเกิดความเหมาะสมและยั่งยืน โดยเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ เข้ามามีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน
ภายในกิจกรรม มีการบรรยายภาพรวมสถานการณ์น้ำเหนือเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ นำเสนอเหตุผลความจำเป็นของโครงการ รวมถึงความก้าวหน้าการศึกษา ก่อนเปิดเวทีให้สื่อมวลชนซักถามและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด
นอกจากนี้ ยังนำคณะลงพื้นที่ศึกษาดูงาน ณ อ่างเก็บน้ำห้วยป่าแดง ซึ่งเป็นโครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ และอยู่ระหว่างพิจารณาเพิ่มความจุ เพื่อสะท้อนภาพการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่จริง และเป็นต้นแบบสำหรับโครงการในอนาคต
ผู้แทนกรมชลประทานย้ำว่า โครงการพัฒนาแหล่งน้ำในจังหวัดเพชรบูรณ์ จะช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำให้ภาคเกษตรและประชาชน แต่ต้องดำเนินควบคู่กับการดูแลผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้าน พร้อมยืนยันยึดหลัก “โปร่งใส–มีส่วนร่วม” เปิดพื้นที่ให้ประชาชนตรวจสอบและแสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่
อย่างไรก็ตาม โครงการยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษา ซึ่งผลการประเมินทั้งหมดจะถูกนำไปประกอบการตัดสินใจในอนาคต ท่ามกลางคำถามสำคัญจากหลายฝ่ายว่า การพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ จะสร้างสมดุลระหว่าง “ความจำเป็น” กับ “ผลกระทบ” ได้มากน้อยเพียงใด
ประเด็นนี้ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะไม่ใช่เพียงเรื่องน้ำ แต่คืออนาคตของคนทั้งพื้นที่.










