“ประชาชนดันพรรคการเมืองเพิ่มเบี้ยคนแก่ 3,000! ชงแผน 5 ปี ‘คืนศักดิ์ศรีผู้สูงวัย’”
เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569กระแสเรียกร้องจากภาคประชาชนกำลังร้อนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังมีการผลักดันให้พรรคการเมืองทุกพรรค “ยกระดับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็น 3,000 บาทต่อเดือน” ภายใต้แนวคิด “คืนศักดิ์ศรีผู้สูงวัย” พร้อมเสนอทางออกเป็นรูปธรรมด้วยแผนดำเนินการระยะ 5 ปี เพื่อให้สามารถเกิดขึ้นได้จริง
โดยข้อเสนอครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความเป็นจริงที่ผู้สูงอายุไทยยังได้รับเบี้ยยังชีพในอัตราเพียง 600–1,000 บาทต่อเดือน ตามช่วงอายุ ซึ่งถูกตั้งคำถามอย่างหนักว่า “ไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพ” ในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ไม่มีรายได้อื่นและต้องพึ่งพาครอบครัว
เสียงสะท้อนจากชุมชนทั่วประเทศระบุชัดว่า ผู้สูงอายุไม่ใช่ภาระของรัฐ แต่เป็น “รากฐานของสังคม” ที่เคยขับเคลื่อนประเทศ ทั้งในฐานะแรงงานและผู้ดูแลครอบครัว ขณะที่ปัจจุบันยังต้องใช้ชีวิตด้วยเงินไม่ถึงวันละ 30 บาทในบางช่วงอายุ
ข้อเรียกร้องจึงถูกยกระดับจาก “การช่วยเหลือ” ไปสู่ “สิทธิขั้นพื้นฐาน” ที่รัฐต้องจัดให้ในการนี้ยังได้เสนอแผน 5 ปี ให้รัฐเป็นทางออกที่เป็นไปได้จริง เพื่อลดแรงกระแทกด้านงบประมาณ ข้อเสนอได้วางโครงสร้างแบบ “ขั้นบันได” ดังนี้
ปีที่ 1–2: ปรับเป็น 1,500 บาท/เดือน
ปีที่ 3–4: ปรับเป็น 2,000 บาท/เดือน
ปีที่ 5: ปรับเป็น 3,000 บาท/เดือน
แนวทางนี้ถูกมองว่าเป็น “จุดสมดุล” ระหว่างความจำเป็นของประชาชนกับข้อจำกัดด้านการคลังของรัฐ โดยในการนี้ผู้เสนอแนวคิดย้ำว่า นโยบายนี้สามารถทำได้จริง หากมีการ “จัดลำดับงบประมาณใหม่” โดยเน้น ลดงบซ้ำซ้อนของหน่วยงานรัฐ
ปฏิรูปภาษีที่ดินและความมั่งคั่งเพิ่มภาษีสินค้ากระทบสุขภาพ เช่น สุรา-ยาสูบ ปรับลดงบการเมือง เพื่อสร้างความเชื่อมั่น แม้การตัดงบฝ่ายการเมืองจะไม่ใช่แหล่งเงินหลัก แต่ถูกมองว่าเป็น “สัญลักษณ์สำคัญ” ของความจริงใจในการบริหารงบประมาณ
ทั้งนี้นักเศรษฐศาสตร์มองว่า หากนโยบายนี้เกิดขึ้นจริง เงินจะถูกอัดฉีดลงสู่ชุมชนทันที เพราะผู้สูงอายุมีพฤติกรรมใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ส่งผลให้เศรษฐกิจฐานรากหมุนเวียน และช่วยลดภาระของลูกหลานวัยทำงาน
อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อกังวลเรื่องภาระงบประมาณระยะยาว หากไม่มีการปฏิรูประบบรายได้ของรัฐควบคู่กัน ผู้เชี่ยวชาญเสนอให้ดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไป และประเมินผลทุกระยะ
ท่ามกลางสังคมสูงวัยที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ข้อเสนอ “3,000 บาท” จึงไม่ใช่แค่ตัวเลขทางนโยบาย แต่เป็น “บททดสอบสำคัญ” ของพรรคการเมือง—ว่าจะเลือกยืนอยู่ข้างประชาชน และให้คุณค่ากับคนที่สร้างประเทศมา หรือปล่อยให้ผู้สูงวัยต้องใช้ชีวิตด้วยเงินหลักร้อยต่อไป.












