เดือดต่อเนื่อง! ปม “ป่าโคกตาด” ลุกลามถึงเวทีประชุมใหญ่ เทศบาลแจงติดป้ายหลังชาวบ้านร้องถูกกล่าวหาบุกรุก – สังคมตั้งคำถามเหมาะสมหรือไม่
ความขัดแย้งกรณีที่ดิน “ป่าโคกตาด” เลขที่ นสล.พช.159 ยังระอุไม่หยุด ล่าสุดเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 ที่เทศบาลตำบลนางั่ว อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ มีการเปิดประชุมสำคัญ โดยมีบุคคลระดับพื้นที่และการเมืองเข้าร่วมอย่างพร้อมหน้า ได้แก่ ยุพราช บัวอินทร์ ส.ส.ในพื้นที่, นายสมพงษ์ ทองหนูนุ้ย นายอำเภอเมืองเพชรบูรณ์ และ ดร.ประทิน นาคสำราญ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสะเดียง ท่ามกลางกระแสข้อพิพาทที่กำลังถูกจับตาอย่างใกล้ชิด
การประชุมดังกล่าวเกิดขึ้นในจังหวะที่สังคมกำลังตั้งคำถามอย่างหนัก กรณีเทศบาลตำบลนางั่วนำป้าย “ที่ดินสาธารณประโยชน์” ไปติดตั้งในพื้นที่พิพาท ทั้งที่คดียังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล และมีคำสั่งให้งดบังคับคดีชั่วคราว
แหล่งข่าวในพื้นที่เปิดเผยว่า สาเหตุที่เทศบาลตัดสินใจนำป้ายไปติดตั้งนั้น เนื่องจากก่อนหน้านี้มีชาวบ้านจำนวนหนึ่งที่ได้รับความเดือดร้อนจากการถูกแจ้งข้อกล่าวหาว่า “บุกรุกพื้นที่ นสล.พช.159” ได้เข้าร้องเรียนต่อหน่วยงานและองค์กรต่าง ๆ เพื่อขอความเป็นธรรม ส่งผลให้เทศบาลดำเนินการติดป้ายเพื่อ “แสดงสถานะพื้นที่” ตามที่ปรากฏ
อย่างไรก็ตาม เหตุผลดังกล่าวกลับยิ่งจุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง โดยเฉพาะในหมู่ชาวบ้านที่เห็นต่าง ซึ่งมองว่าการติดป้ายในช่วงเวลานี้ อาจเป็นการ “ชี้นำข้อเท็จจริงล่วงหน้า” ทั้งที่ประเด็นสำคัญยังอยู่ระหว่างการวินิจฉัยเรื่องการเพิกถอน นสล.พช.159
ขณะที่ข้อพิพาทหลักยังคงวนอยู่ที่คำถามเดิม คือ “แนวเขตที่ดินสาธารณะ 10,000 ไร่ อยู่ตรงไหนกันแน่” เนื่องจากจนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีหน่วยงานใดสามารถยืนยันแนวเขตที่ชัดเจนได้ อีกทั้งยังมีข้อกล่าวหาว่า การออก นสล.พช.159 ในอดีต อาจออกนอกกรอบพื้นที่สาธารณะ
ด้านชาวบ้านบางส่วนยังคงยืนยันข้อมูลเดิมว่า เคยมีการนำคณะกรรมาธิการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบมาแล้วหลายครั้ง พร้อมชี้แนวเขตที่เชื่อว่าเป็น “ที่สาธารณะตัวจริง” ซึ่งไม่ตรงกับพื้นที่ที่มีการออก นสล.159
ยิ่งไปกว่านั้น ปมความน่าเชื่อถือของกระบวนการออกเอกสารสิทธิ์ยังถูกตั้งคำถามซ้ำ เมื่อบุคคลที่ถูกอ้างว่าเป็น “ผู้นำชี้แนวเขต” ในอดีต ออกมายืนยันว่าไม่เคยดำเนินการดังกล่าว และลายเซ็นในเอกสารไม่ใช่ของตน พร้อมแจ้งความไว้แล้ว
สถานการณ์ล่าสุดจึงสะท้อนภาพความขัดแย้งที่ซับซ้อนและทวีความรุนแรงมากขึ้น จากข้อพิพาทที่ดิน กลายเป็นประเด็นสาธารณะเกี่ยวกับความโปร่งใสของหน่วยงานรัฐ และความเป็นธรรมต่อประชาชน
คำถามสำคัญที่สังคมยังรอคำตอบ คือ การติดป้ายของเทศบาลในครั้งนี้ เป็นเพียงการตอบสนองต่อข้อร้องเรียน หรือเป็นการ “ตอกย้ำสถานะพื้นที่” ก่อนที่ข้อเท็จจริงทางกฎหมายจะสิ้นสุดกันแน่
คดี “ป่าโคกตาด” จึงยังต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะผลลัพธ์ไม่เพียงกระทบชาวบ้านในพื้นที่ แต่ยังสะท้อนมาตรฐานการบริหารจัดการที่ดินของภาครัฐทั้งระบบ.
ชุลีพร ตาลสุข ข่าวภาค4 เพชรบูรณ์










