วัน 31 พ.ค. 69 ณ วัดหายโศก ต.ในเมือง อ.เมือง จ.หนองคาย พุทธศาสนิกชนทำบุญตักบาตรเนื่องในวันวิสาขบูชา และประกอบพิธียกเสาเอก เสาโท กุฎิสง์”กุฎิร่มอโสก”เมื่อ 07.00 น.ที่ ศาลาปฎิบัติธรรม“อโสกธรรมศาลา”ไหว้พระสมาทานศีล พระสงฆ์แสดงพระธรรมเทศนา และอนุโมทนา จากนั้น 08.09 น. ได้ประกอบพิธีเทวตาพลีและประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์กฎิสงฆ์ “กุฎิร่มอโสก”โดยมี พระครูภัทรวงศ์ ดร.เจ้าอาวาสวัดหายโศก พร้อมด้วยคณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชน เข้าร่วมพิธี

วัดหายโศกเดิมชื่อว่า วัดหนองไผ่ สร้างเมื่อ พ.ศ. 2373 ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง เมื่อครั้งสมัยเจ้ามหาอุปราชเพชรราช ในรัชกาลที่ 4 ได้สร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่องค์หนึ่งที่วัดพระธาตุหลวง เวียงจันทน์ แล้วนำมาถวายเป็นพระประธานในสิมวัดบ้านหนองไผ่ ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อว่า วัดภูมิซวย (ซวย หมายถึงลำห้วย) หลังจากที่บ้านหนองไผ่ได้สถาปนาให้เป็นเมืองหนองคาย เพื่อให้แตกต่างจากชื่อหมู่บ้าน ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2503

ในห้วงเวลาที่ดินแดนสองฟากฝั่งแม่น้ำโขง ไทย-ลาว มีเหตุการณ์สงครามเกิดขึ้นหลายครั้ง เป็นเหตุให้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก จึงมีการอพยพผู้คนครั้งใหญ่ข้ามมาอยู่ฝั่งไทยหลายละลอก แม่น้ำโขงเต็มไปด้วยซากศพ ล่องลอยมากับน้ำบ้าง ลอยมาติดที่ริมตลิ่งบ้าง ก่อให้เกิดโรคระบาดอย่างหนัก วัดภูมิซวยจึงเป็นที่พักชั่วคราวของผู้อพยพ เมื่อมีการตายเกิดขึ้นก็มีเผาศพในเชิงตะกอนกลางแจ้งในบริเวณวัด ที่ชาวบ้านเรียกว่า “ป่าช้า” เมื่อเผาศพเสร็จก็เก็บกระดูกไปลอยอังคาร เหลือเก็บไว้บังสุกุลบ้างเล็กน้อย วัดภูมิซวยจึงเป็นสถานที่พึ่งของผู้คนในยามทุกข์ใจ ไร้ที่อยู่อาศัย เมื่อเหตุการณ์สงครามสงบลง โรคระบาดทุเลาหายไป ผู้คนที่มาอาศัยอยู่ในวัดนึกถึงบุญคุณของวัด ที่มีชีวิตอยู่ได้จนทุกวันนี้ ก็เพราะวัด จึงได้เปลี่ยนชื่อจาก วัดภูมิซวย มาเป็น วัดหายโศก ความเป็นมงคล ไม่โศกไม่เศร้า และหายจากโรคภัยไข้เจ็บ ตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน

ภายในวัดยังมีศาลเจ้าแม่สองนาง ตั้งอยู่ริมโขง เป็นสถานที่ที่ชาวหนองคายและนักท่องเที่ยว มากราบไหว้และขอความโชคดีที่เป็นมงคลแก่ชีวิต #ข่าว #หนองคาย #วิสาขบูชา #วัดหายโศก

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

You missed