เครือข่ายครอบครัวการเมืองวิถีใหม่!ชู “พรรคท้องที่ไทย” เบอร์ 14 ทุนไม่หนา แต่ฐานรากแน่น น่าจับตาในสนามเลือกตั้ง

ผ่านพ้นเทศกาลปีใหม่มาได้เพียงไม่กี่วัน บรรยากาศการเมืองสนามเลือกตั้ง ส.ส. ยิ่งทวีความเข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งพรรคใหญ่ พรรคขนาดกลาง และพรรคขนาดเล็ก ต่างเร่งเครื่องลงพื้นที่หาเสียง หวังคว้าที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรให้ได้มากที่สุด เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองทางการเมืองในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงของการเมืองไทย พรรคการเมืองจำนวนไม่น้อยไม่ได้ตั้งเป้าชนะศึกเลือกตั้ง ส.ส.เขต เนื่องจากข้อจำกัดทั้งด้าน “คน” และ “ทุน” โดยเฉพาะกระสุนดินดำที่พรรคใหญ่มีนายทุนหนุนหลัง ยิงได้ไม่อั้น ขณะที่พรรคเล็กแทบไม่มีทางสู้ หากไม่มีทุนหนา การเมืองในระบบเขตจึงกลายเป็นสนามที่เงินยังคงเป็นตัวแปรหลัก อุดมการณ์ดี คนดี หากไร้ทุน ก็ยากจะยืนระยะได้

ด้วยเหตุนี้ พรรคขนาดกลางและพรรคเล็กหลายพรรคจึงหันมาเน้นยุทธศาสตร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) ขอคะแนนจากบัตรเลือกตั้งใบที่ 2 เปิดพื้นที่ให้คนหน้าใหม่ พรรคใหม่ เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการเมืองระดับชาติ

หนึ่งในพรรคเล็กที่ถูกจับตาในครั้งนี้ คือ “พรรคท้องที่ไทย” เบอร์ 14 พรรคการเมืองที่ถูกมองว่าเป็นการรวมตัวของ “เครือข่ายท้องถิ่น” อย่างแท้จริง นำโดย อดีตกำนันบัญชา เดชเจริญศิริกุล อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ ปี 2566–2567 ในฐานะหัวหน้าพรรค พร้อมด้วยรองหัวหน้าพรรคซึ่งล้วนเป็นอดีตกำนัน ผู้ใหญ่บ้านชื่อดังจากหลายพื้นที่

พรรคท้องที่ไทยถูกมองว่าเป็นพรรคการเมืองของคนรากหญ้า ที่เติบโตจากโครงสร้างท้องถิ่น ไม่ใช่ทุนใหญ่ หากแต่ใช้ “เครือข่ายครอบครัวการเมืองวิถีใหม่” เป็นฐานพลังสำคัญ ตั้งแต่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน อปพร. ซึ่งกระจายอยู่กว่า 7 หมื่นหมู่บ้านทั่วประเทศ หากแต่ละหมู่บ้านช่วยกันเพียง 30–50 คะแนน ก็ถือว่าเป็นตัวเลขที่ไม่ธรรมดาในระบบปาร์ตี้ลิสต์

ผู้เขียนซึ่งเคยทำหน้าที่แพทย์ประจำตำบลมาก่อน มองว่าพรรคท้องที่ไทยสะท้อนภาพพรรคการเมืองของชาวบ้านอย่างแท้จริง เป็นความพยายามของเครือข่ายท้องถิ่นในการส่งเสียงจากฐานรากขึ้นสู่สภา แม้จะไม่มีทุนหนา แต่มี “คน” เป็นพลังหลัก

วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 วันเลือกตั้งใหญ่ เลือกทั้ง ส.ส.เขต และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า การเมืองวิถีใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเครือข่ายครอบครัวท้องถิ่น จะสามารถฝ่ากำแพงทุน เข้าสู่ “สภาหินอ่อน” ได้หรือไม่

สุดท้าย คงต้องรอคำตอบจากประชาชน ขอให้ทุกพรรคโชคดีในสนามเลือกตั้งครั้งนี้