บึงกาฬ – ชาวสวนริมโขงบึงกาฬรวมตัวร้องสื่อ คัดค้านเทศบาลขึ้นทะเบียนที่ทำกินกว่า 100 ปี เป็นที่สาธารณประโยชน์ (นสล.)
เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2569 เวลา 10.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานจากบริเวณริมแม่น้ำโขง บ้านบึงกาฬใต้ หมู่ที่ 2 และหมู่ที่ 3 ตำบลบึงกาฬ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ ว่า ตัวแทนชาวบ้านประมาณ 30 คน ได้รวมตัวเชิญสื่อมวลชนลงพื้นที่ พร้อมถือป้ายแสดงจุดยืนคัดค้านกรณีเทศบาลเมืองบึงกาฬ เตรียมนำที่ดินชายหาดริมแม่น้ำโขง เนื้อที่กว่า 700 ไร่ ขึ้นทะเบียนเป็นที่สาธารณประโยชน์ (นสล.)
ชาวบ้านระบุว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นที่ทำกินที่สืบทอดกันมานานกว่าร้อยปี ลักษณะพื้นที่บางปีน้ำหลากท่วมถึง บางปีน้ำไม่ท่วม ทำให้สามารถใช้ประโยชน์ทางการเกษตรได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งการปลูกพืชถาวร เช่น ยางพารา ทำนาข้าว และในช่วงฤดูน้ำลดจะปลูกพืชผักระยะสั้นหมุนเวียนส่งขายตลาด เพื่อเลี้ยงชีพและส่งเสียบุตรหลานจนจบการศึกษา มีงานทำ ขณะที่ผู้สูงอายุยังคงทำการเกษตรเลี้ยงชีพต่อไป
ชาวบ้านแสดงความกังวลว่า หากเทศบาลเมืองบึงกาฬนำพื้นที่ดังกล่าวขึ้นทะเบียนเป็นที่สาธารณประโยชน์ จะทำให้ไม่สามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ในที่ดินได้เหมือนเดิม หรืออาจถูกดำเนินคดีในข้อหาบุกรุก จึงรวมตัวกันร้องเรียนผ่านสื่อมวลชนเพื่อคัดค้านการขึ้นทะเบียน นสล. ดังกล่าว
ด้าน นายวิทยา เสนจันทร์ธิไชย อดีตนายกเทศมนตรีเมืองบึงกาฬ กล่าวว่า พื้นที่บริเวณนี้ไม่ใช่ที่ว่างเปล่า แต่เป็นพื้นที่ที่ชาวบ้านทำกินมาอย่างยาวนานกว่า 100 ปี สมัยดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองบึงกาฬ ระหว่างปี 2555–2563 ได้กันพื้นที่ริมแม่น้ำโขงให้ห่างจากแนวโฉนดประมาณ 100 เมตร เพื่อให้ประชาชนใช้ทำกิน ต่อมาทางเทศบาลมีหนังสือถึงสำนักงานที่ดิน เพื่อขอรังวัดพื้นที่ขึ้นทะเบียนเป็น นสล. ซึ่งชาวบ้านไม่ยินยอม ส่งผลให้การรังวัดไม่สำเร็จมาแล้วถึง 3 ครั้ง
ล่าสุด ชาวบ้านได้ยื่นหนังสือผ่านกำนันตำบลบึงกาฬ นายอาทิตย์ สิริวงศ์ เพื่อส่งเรื่องร้องเรียนต่อผู้ว่าราชการจังหวัด หากยังไม่ได้รับการแก้ไข จะตั้งตัวแทนยื่นเรื่องต่อศูนย์ดำรงธรรม สำนักนายกรัฐมนตรีต่อไป
ขณะที่ นางเล็ก ชาวบ้านในพื้นที่ กล่าวว่า ที่ดินแปลงนี้เป็นแหล่งทำกินของครอบครัวมาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ รวมเวลากว่า 100 ปี และตนเองทำกินต่อเนื่องมากว่า 70 ปี ไม่เคยปล่อยให้พื้นที่รกร้าง น้ำลดก็ปลูกพืชผักทุกชนิด ทั้งพริก มะเขือ ฟักทอง กล้วย รวมถึงเพาะกล้ามะเขือเทศเพื่อปลูกลงดิน ส่งขายตลาดเป็นรายได้หลักเลี้ยงครอบครัว
นางเล็กกล่าวด้วยว่า ปัจจุบันเลี้ยงดูลูก 5 คน โดย 4 คนรับราชการ อีก 1 คนยังไม่มีงานทำ ต้องอาศัยรายได้จากการกรีดยางพาราในพื้นที่ดังกล่าว หากถูกยึดคืน ต้นยางพาราอาจถูกตัดโค่น ทำให้ขาดรายได้เลี้ยงชีพ จึงอยากวิงวอนหน่วยงานรัฐขอให้แบ่งพื้นที่ให้ชาวบ้านได้ทำกินต่อไป ไม่ปฏิเสธความเจริญ แต่ไม่อยากให้การพัฒนาสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนในพื้นที่
ทั้งนี้ ทางเทศบาลเมืองบึงกาฬ โดยมีรองนายกเทศมนตรีเมืองบึงกาฬ พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ได้หารือร่วมกับตัวแทนชาวบ้านในเบื้องต้น และได้ข้อสรุปว่าจะนำประเด็นดังกล่าวเสนอเข้าสู่ที่ประชุมในระดับจังหวัด โดยจะมีผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ เป็นประธาน ผู้บริหารเทศบาล หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเชิญตัวแทนชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบ เข้าร่วมประชุม เพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสมต่อไป
ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326











