เขาค้อโต้เดือด! หลังข่าวคลิปเผากลางดึก เสียงเกษตรกรสะท้อนสนั่นโซเชียล มีผู้แท็กหนุน–คอมเมนต์ “YES!” เรียกร้องรัฐหาทางออก
จากกรณีสื่อออนไลน์นำเสนอข่าว “พอค่ำควันโขมงกลางเขาค้อ! แฉคลิปเผาอีกแล้ว ห่างบ้านกำนันสะเดาะพงแค่ 7–800 เมตร ชาวบ้านตั้งคำถามใครเดือดร้อนก็ช่างมัน?” ส่งผลให้เกิดกระแสถกเถียงอย่างร้อนแรงในสังคม โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์
ล่าสุด เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569 เวลา 10.27 น. ผู้ใช้ไลน์ชื่อ “บุปผา” ได้โพสต์ข้อความยาวในไลน์กลุ่ม “ข่าวเขาค้อ” สะท้อนอีกด้านของปัญหา ชี้ให้เห็นถึง “กระจกสองด้านของเขาค้อ” ระหว่างการเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ กับรากเหง้าดั้งเดิมของพื้นที่ซึ่งคือชุมชนเกษตรกรรม
ข้อความระบุว่า เขาค้อในอดีตเป็นพื้นที่สนามรบ ชาวบ้านจำนวนมากยากจน เสื่อผืนหมอนใบ ได้รับการจัดสรรที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดินในฐานะหมู่บ้านกันชน และยังคงดำรงชีพด้วยอาชีพเกษตรกรรมมาจนถึงปัจจุบัน โดยการถากถางและเผาหญ้าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเตรียมแปลงเพาะปลูกที่ใช้กันมาอย่างยาวนาน
ผู้โพสต์ตั้งข้อสังเกตว่า แม้หลักวิชาการจะเสนอให้ใช้วิธีไถกลบวัชพืชเพื่อย่อยสลายเป็นปุ๋ย แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่สอดคล้องกับข้อจำกัดของเกษตรกร ทั้งด้านเวลา ต้นทุน และสภาพพื้นที่ หากไม่เผาอาจเกิดเชื้อรา เชื้อโรค หนู และแมลงศัตรูพืช ส่งผลให้พืชผลเสียหาย
นอกจากนี้ ยังมีการตั้งคำถามถึงความไม่เท่าเทียมในการควบคุมมลพิษ โดยเปรียบเทียบการเผาหญ้าในแปลงเกษตรซึ่งใช้เวลาไม่นาน กับภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ปล่อยมลพิษตลอดทั้งวันทั้งคืน แต่กลับไม่ถูกตรวจสอบหรือสกัดกั้นอย่างจริงจัง
ต่อมาในช่วงบ่ายวันเดียวกัน ผู้โพสต์ได้เรียกร้องไปยังผู้นำท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และนายก อบต. ซึ่งถือเป็นผู้ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด ให้ทำหน้าที่เป็นปากเสียงแทนเกษตรกร พร้อมเสนอแนวทางผ่อนผัน เช่น การกำหนดวันและเวลาเผาที่ชัดเจน เพื่อให้ชาวบ้านมีโอกาสประกอบอาชีพได้โดยไม่กระทบภาพรวมด้านสิ่งแวดล้อม
ภายหลังการโพสต์ดังกล่าว ปรากฏว่ามีผู้ใช้รายอื่นในกลุ่มได้ แท็กข้อความของผู้โพสต์และแสดงความเห็นสนับสนุน พร้อมคอมเมนต์คำว่า “YES!” สะท้อนเสียงเห็นพ้องจากชาวบ้านและผู้ติดตามจำนวนหนึ่ง ที่มองว่าผู้นำท้องถิ่นควรยืนอยู่ข้างประชาชน และร่วมผลักดันหาทางออกเชิงนโยบาย มากกว่าการใช้คำสั่งหรือประกาศกดดันเพียงฝ่ายเดียว
ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวยังคงเป็นภาพสะท้อนของความท้าทายระหว่างการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวกับการคุ้มครองวิถีชีวิตเกษตรกรดั้งเดิม ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยการพูดคุยและมาตรการที่สมดุลจากทุกภาคส่วน ก่อนที่ความขัดแย้งจะลุกลามไปไกลเกินกว่าปัญหาหมอกควันในพื้นที่.











