ปมเดือด “งบปิดปากสื่อ” สะเทือนวงการข่าวท้องถิ่น โต้เดือดจรรยาบรรณ–เสรีภาพสื่อ ใครพูดจริง ใครต้องพิสูจน์
กระแสวิพากษ์วิจารณ์ในแวดวงสื่อท้องถิ่นร้อนระอุ หลังมีผู้ซึ่งอ้างตัวเป็นผู้สื่อข่าวออกมาเปิดประเด็นผ่านสื่อสังคมออนไลน์ กล่าวหาว่ามีการใช้งบประมาณในลักษณะ “งบปิดปากสื่อ” ภายใต้ชื่อ “งบประชาสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์” เพื่อจัดระเบียบเนื้อหาข่าว และชี้ว่าสื่อบางส่วนถูกจูงจมูกให้รายงานแต่ด้านบวก สรรเสริญผู้จัดงาน ขณะที่เสียงสะท้อนปัญหาของประชาชน พ่อค้าแม่ค้า และข้อสงสัยเรื่องคอร์รัปชัน ถูกทำให้เงียบหาย
การเปิดประเด็นดังกล่าวก่อให้เกิดกระแสตั้งคำถามในสังคมอย่างกว้างขวาง ว่าเส้นแบ่งระหว่าง “การประชาสัมพันธ์” กับ “การครอบงำสื่อ” อยู่ตรงไหน และจรรยาบรรณสื่อยังทำหน้าที่ตรวจสอบอำนาจรัฐได้อย่างเป็นอิสระเพียงใด
อย่างไรก็ตาม ล่าสุด นายสุนทร คงวราคม ซึ่งระบุสถานะตนเองว่าเป็นสื่อมวลชน ได้ออกมาโพสต์ข้อความตอบโต้โดยตรงต่อข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยระบุว่า วาทกรรม “งบปิดปากสื่อ” เป็นเพียงคำกล่าวหาลอย ๆ ที่ไร้น้ำหนัก ขาดหลักฐานเชิงประจักษ์ และเป็นอันตรายต่อความน่าเชื่อถือของวิชาชีพสื่อมวลชนทั้งระบบ
นายสุนทร ระบุว่า การเหมารวมว่าสื่อท้องถิ่นถูกซื้อ ถูกจูงจมูก หรือทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงของรัฐ เป็นการใส่ร้ายอย่างขาดความรับผิดชอบ พร้อมย้ำว่า บทบาทของสื่อมิได้มีเพียงการตรวจสอบและวิพากษ์อำนาจรัฐเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเผยแพร่กิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ การส่งเสริมเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และวัฒนธรรมของชุมชน ซึ่งการรายงานข่าวลักษณะดังกล่าวไม่ใช่ความผิด และไม่อาจเหมารวมว่าเป็นการละเมิดจรรยาบรรณ
นอกจากนี้ นายสุนทร ยังตั้งข้อสังเกตว่า การโจมตีสื่อและโครงการต่าง ๆ เกิดขึ้นภายหลังจากผู้เขียนบางรายไม่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ เนื่องจากไม่ผ่านเงื่อนไขที่กำหนดไว้อย่างชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมตั้งคำถามว่า การวิพากษ์ดังกล่าวเกิดจากความไม่พอใจส่วนบุคคล มากกว่าความพยายามเปิดโปงข้อเท็จจริงหรือไม่
ขณะเดียวกัน ประเด็นนี้สะท้อนรอยร้าวสำคัญในวงการสื่อท้องถิ่น ระหว่างแนวคิดเรื่อง “เสรีภาพในการตรวจสอบ” กับ “ความรับผิดชอบในการกล่าวหา” โดยฝ่ายหนึ่งเห็นว่าการตั้งคำถามต่อการใช้งบประมาณประชาสัมพันธ์เป็นสิ่งจำเป็นต่อการตรวจสอบอำนาจรัฐ ขณะที่อีกฝ่ายย้ำว่าการกล่าวหาหนักหน่วงโดยไม่มีเอกสาร หลักฐาน หรือตัวเลขที่ตรวจสอบได้ เป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของสื่อด้วยกันเอง
ข้อถกเถียงดังกล่าวนำไปสู่คำถามสำคัญที่สังคมไม่อาจหลีกเลี่ยง คือ หากมี “งบปิดปากสื่อ” อยู่จริง ใครคือผู้ถือหลักฐาน และกลไกตรวจสอบควรเดินหน้าอย่างไร แต่หากข้อกล่าวหาเหล่านั้นไม่เป็นความจริง การใช้วาทกรรมรุนแรงเหมารวมสื่อทั้งระบบ จะเป็นการบั่นทอนศรัทธาของประชาชนต่อสื่อมวลชนมากเพียงใด
ในท้ายที่สุด ประเด็นนี้อาจไม่ได้มีผู้ชนะหรือผู้แพ้ หากแต่เป็นบททดสอบสำคัญของวงการสื่อ ว่าจะสามารถยืนอยู่บนหลัก เสรีภาพควบคู่ความรับผิดชอบ กล้าตรวจสอบผู้อื่น และกล้าตรวจสอบตนเองได้พร้อมกันหรือไม่ เพราะในวิชาชีพสื่อ “ความจริง” ไม่ได้ดังขึ้นจากอารมณ์หรือถ้อยคำรุนแรง แต่ยืนอยู่ได้ด้วยข้อมูล หลักฐาน และความซื่อสัตย์ต่อสาธารณะเป็นที่สุด












